วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Go with the Flow


In our society, we often use the phrase, "Go with the flow." Many of us have not given any thought as to what that means. Going with the flow means moving with the flow of events. It means that you move with the present, and you do not fight against it. The present is also known as "current." It is the energy of one event happening after another. By staying connected with the current, you flow with it. With flow, you are no longer resisting the events of your life. You understand that every event that occurs in your life had to happen exactly as it did. At the level of spiritual energy, there are no mistakes.

Everything that happens in your life happens for a reason that benefits you. We always say that "everything happens for a reason," but we conveniently leave off the fact that it happens for reason that benefits us. We may never consciously see how that situation benefits us, but it inevitably holds a pearl for us that we need only to see, experience, feel, or hear.

The spiritual person moves with the flow of the present. She doesn't spend time wishing that this moment were anything different than what it already is. She experiences it, accepts it, and makes a decision about how she will see it. She spends no time on how the situation could have been, should have been, or would have been. She accepts now and flows with it.

When you indulge yourself into the should've, could've, and would've, you are fighting the flow. In fact, you are stopping it to analyze it instead of moving with it. You are spending your present moments analyzing the past moments...moments which you can do nothing about. You are using the moments you have choice about to ponder moments you cannot change.

Moving with the flow of events requires a trust that everything is exactly as it should be. There is an understanding that there is nothing wrong and that everything happens for a reason that benefits us, even when we don't understand it.

The spiritual person realizes that this isn't always a pleasant experience. Situations will come up that may be difficult to deal with and possibly painful. Where the vast majority of people will complain about the situation and will wish for something else, the spiritual person will allow himself to experience the emotions he has attached to the circumstance. He will see that the situation is what it is, and will claim full responsibility for the emotions he generated about it. He will also continue to flow with the event. Despite his opinions about the event itself, he will continue to move with it and not make a decision to move against that flow because of the emotions he is feeling. He will look inwardly for the next action or wait for the next action to become obvious. Rather than fight, he thinks movement. This is what it means to flow



Article Source: http://EzineArticles.com/2926175

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อร่อยเบาๆ กับ ซุปน่องไก่ใส่มันหวาน


ไม่ทันไร ที่นี่จะเข้าฤดูร้อนแล้วค่ะ หลังจากผจญกับฤดูหนาวยาวนานกว่า 8 เดือน มองไปรอบๆตัว ที่ที่เคยมีแต่หิมะ ตอนนี้กลายเป็นต้นหญ้าสีเขียว มีดอกไม้ มีนกร้อง กระต่ายกระรอกออกมาวิ่งเล่น เพิ่งอ่านหนังสือของท่าน Osho ศาสดาทางจิตวิญญาณชาวอินเดีย ท่านกล่าวว่า เราไม่มีความรู้สึกตัวพอว่าทุกสิ่งนั้นใหม่ตลอดเวลา สำหรับจิตที่ไม่รู้ตื่นทุกอย่างจะดูเก่า สำหรับจิตที่มีชีวิตชีวาทุกอย่างไม่มีอะไรเก่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เลื่อนไหล เลยมองย้อนไปที่ตัวเองว่า เราเคยบ่นกับฤดูหนาวว่าช่างมืด เทา ขาวโพลนไปทุกวันๆ น่าเบื่อ แต่จริงๆคงไม่มีสติพอที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่นอากาศค่อยๆอุ่นแล้ว มีต้นไม้งอก และนกเริ่มร้อง กว่าจะรู้ตัวฤดูกาลก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว.. เค้าถึงบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง คนที่เดินออกจากบ้านไปตอนเช้า เมื่อเค้าเดินกลับมาในตอนเย็น เค้าก็เป็นอีกคนนึงเสมอ ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม ^^

บ่นอะไรไม่รู้มายืดยาว แค่เพราะจะเข้าเมนูอาหารวันนี้ ที่เป็นเมนูเบาๆ สบายท้อง สำหรับช่วงฤดูเปลี่ยน ที่นี่อากาศหนาวๆ ร้อนๆ เดี๋ยวฝน เดี๋ยวแดด แม่ครัวเองป่วยมาสองสามรอบแล้วค่ะกับอากาศแบบนี้ ทุกครั้งที่เป็นหวัดจะนึกถึงซุปรสอ่อนๆ ร้อนๆ สักถ้วย เลยเป็นที่มาของเมนูในวันนี้ค่ะ

"ซุปน่องไก่ใส่มันหวาน"( Chicken drumstick broth with onion and sweet potato)

น่องไก่ 400 กรัม เลือกขนาดตามชอบ
น้ำซุปไก่ 500 ซีซี จะใช้ซี่โครงไก่ต้ม หรือจะใช้ผงไก่ก้อน ก็ตามสะดวกค่ะ
หอมหัวใหญ่หั่นเป็นแว่น
มันหวาน (sweet potato)
เกลือป่น

วิธีทำ
  1. หมักน่องไก่ในซอสถั่วเหลืองกับพริกไทยดำ ทิ้งไว้ราว 1 ชั่วโมง
  2. ตั้งไฟ ต้มน้ำซุปไก่จนเดือด ถ้าใครใช้ผงไก่ก้อน ให้ต้มน้ำสะอาดพร้อมกับผงก้อนไก่ รอจนเดือดใส่น่องไก่ลงไปต้ม ให้ช้อนฟองที่ลอยบนน้ำซุปออกนะคะ ไม่งั้นน้ำซุปจะไม่ใส
  3. พอเดือด ใส่หัวหอมและมันหวานลงไป
  4. ลดไฟ และเคี่ยวจนส่วนผสมสุก ปรุงรสด้วยเกลือป่น แม่ครัวชอบปรุงรสซุปด้วยเกลือมากกว่าซีอิ๊วหรือน้ำปลาค่ะ เพราะรู้สึกว่าได้รสที่นิ่มนวลและไม่ทำลายกลิ่นของซุป ซึ่งมาจากหัวหอม มัน และเนื้อไก่
  5. ตักเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยพริกไทย ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องใช้ รับประทานร้อนๆ อาจจะรับประทานเดี่ยวๆ หรือคู่กับข้าวสวยนิ่มๆ ชูกำลังและทำให้คนป่วยเจริญอาหารได้ดีนักแล..

อากาศเปลี่ยนแปลง ขอให้รักษาสุขภาพของตัวเองและคนใกล้ตัวนะคะ แม่ครัวฝากเมนูนี้ไว้รักษาสุขภาพทุกๆคนค่ะ ^^

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หมึกผัดไข่เค็ม


กิจวัตรประจำสุดสัปดาห์ของแม่บ้าน คงไม่พ้นเคลียร์อาหารสดที่ยังค้างในตู้เย็นนะคะ แม่ครัวเก็บข้าวจัดของ ไปเจอไข่เค็มเหลืออยู่หลายฟอง เลยนึกถึงเมนูนี้ขึ้นมาได้ วันนี้ไม่พูดมากแล้วค่ะ เข้าสู่เมนูอาหารของเราเลย

ส่วนผสม "หมึกผัดไข่เค็ม"

  • หมึกหั่นเป็นชิ้นพอคำ บั้งเป็นตาราง (เดี๋ยวนี้supermarket ใหญ่ๆ เค้ามีแบบเตรียมเสร็จ ด้วยค่ะ ลดแรงแม่ครัวไปเยอะ)
  • ไข่เค็ม เอาเฉพาะไข่แดง 3 ฟอง
  • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียม
  • ต้นหอม
  • พริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้าสีแดง หั้นตามยาว
  • น้ำปลา พริกไทย น้ำตาล

วิธีทำ
  1. ล้างปลาหมึกให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นขนาด 1-2 นิ้วแล้วบั้งเป็นตาราง แม่ครัวซืเอแบบเตรียมสำเร็จมาเลย แกะห่อปุ๊บ เป็นชิ้นๆมาให้ สบายดีค่ะ แต่แพง ฮ่าๆๆ แนะนำให้ลวกหมึกก่อนนะคะ ก่อนเอาไปผัด
  2. ผสมน้ำพริกเผาและไข่แดงไข่เค็มเข้าด้วยกัน พยายามบี้ไข่แดงให้เข้ากันกับน้ำพริกเผา ใครชอบรสเผ็ดก็ต้องเลือกน้ำพริกเผ็ดหน่อย แต่แม่ครัวคิดว่าไม่ควรใส่น้ำพริกเผาเยอะ เพราะสีจะออกมาไม่สวย และไม่ควรโหมใส่ไข่เยอะ เพราะจะข้นและผัดยาก เอาพอดีๆนะคะ คงต้องกะมือกันเอง
  3. จากนั้นตั้งน้ำมันในกะทะให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวและนำน้ำพริกเผาพร้อมไข่ที่เราเตรียมไว้ลงไปผัด ผัดสักครู่ลดไฟนะคะเดี๋ยวไข่ไหม้ พอมีกลิ่นหอมปุ๊บเอาหมึกลงไปผัด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลตามชอบ ปกติน้ำพริกเผาจะมีรสออกเผ็ดหวานอยู่แล้ว ส่วนไข่เค็มก็จะให้รสเค็ม ควรชิมรสก่อนปรุงนะคะ แม่ครัวไม่ใส่น้ำมันหอยเลยเพราะกลัวสีหมึกไม่สวย อยากให้ดูเหลืองๆแดงๆ น่ากินมากกว่าสีออกคล้ำๆ แต่ต้องชิมอยู่หลายทีกว่าจะได้รสที่พอใจค่ะ
  5. หลังจากนั้นใส่ต้นหอม พริกลงไปผัด ใครมีคึ่นฉ่ายก็ใส่ลงไป แล้วยกลงเสิร์ฟ
  6. เค้าบอกว่าต้องรับประทานแกล้มเบียร์ แต่แม่ครัว No Alcohol เลยขอรับประทานกับน้ำอัดลมแทน แม่บ้านท่านไหนมีพ่อบ้านชอบชวนก๊วนเพื่อนมาเฮฮา เมนูนี้แนะนำค่ะ


วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สุขภาพดีกับ เห็ดชิตาเกะอบซีอิ๊ว ( Fried Shiitake in soy sauce)



เห็ดเป็นของโปรดของหลายๆคนนะคะ ถ้าไปทบทวนวิชาชีววิทยา จะรู้ว่า เห็ดไม่ใช่พืช แต่เห็ดเป็นดอกของเชื้อรา จึงไม่สังเคราะห์แสง นักชีววิทยาเรียกเชื้อราที่มีดอกคล้ายร่ม(ฝรั่งเค้าเรียกว่า cap แบบหมวกแก๊ป)และใต้หมวกมีลักษณะเป็นครีบๆ คล้ายเหงือกปลา ว่า เห็ด หรือ Mushroom ถ้าเราหงายเจ้าหมวกนี่ขึ่น เราจะเห็นว่าตามร่องของครีบเล็กๆนั้น อุดมไปด้วยสปอร์ของเชื้อรา และพร้อมจะปลิวไปเจริญเติบโต ... เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว แม่บ้านพ่อบ้านหลายท่านเริ่มรับประทานเห็ดไม่ลงกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่าเห็ดเป็นอาหารที่มีคุณค่า มีเกลือแร่สูง และแคลอรี่ต่ำ อาหารจานเห็ดที่แม่ครัวจะนำเสนอวันนี้ ทำมาจากเห็ดเชื้อสายเอเชีย ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ชิตาเกะ เห็ดชิตาเกะ ( shiitake)เป็น edible mushroom คือเห็ดกินได้ ( เห็ดกินไม่ได้ทุกดอกนะคะ ขอเตือนไว้ก่อน 55) เค้าว่าชิตาเกะเนี่ย เป็นเห็ดที่มีสรรพคุณเป็นยาและถูกใช้ในการแพทย์แผนจีนมายาวนานแล้วค่ะ เห็ดชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารคือ ธาตุเหล็ก เกลือแร่ เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ซีลิเนียม วิตามินบี 2,5,6 ไนอะซิน และมีแคลอรี่ต่ำมาก (น้อยกว่า 50 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม) เห็ดอะไร มหัศจรรย์จริง ^^

เมนูวันนี้เป็นเมนูง่ายๆ นะคะ ใช้เวลาปรุงรวดเร็ว เพราะถ้าเราปรุงนานไป สารอาหารโดยเฉพาะวิตามิน อาจถูกทำลายด้วยความร้อนจากการปรุงอาหาร เอาล่ะค่ะ มารับเมนูกันเลย "เห็ดชิตาเกะอบซีอิ๊ว"

เครื่องปรุง เห็ดชิตาเกะอบซีอิ๊ว
เห็ดชิตาเกะ ล้างสะอาด
ซีอิ๊วขาวถั่วเหลือง
พริกไทยดำ
กระเทียม
น้ำมันหอย
แป้งอเนกประสงค์

วิธีทำ
  1. บางสูตรขั้นแรก เค้าแนะนำให้เอาเห็ดไปแช่ซีอิ๊วไว้ซักครู่ แต่แม่ครัวกลัวเค็ม เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องแช่ซีอิ๊วก่อน แต่ตอนผัดต้องคลุกเค้าดีๆ เท่านั้นค่ะ
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันมะกอก รอจนน้ำมันร้อนแล้ว ใส่กระเทียมและนำเห็ดชิตาเกะไปลงไปผัด เติมซีอิ๊วขาวและน้ำมันหอยลงไปเล็กน้อย ราวอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผัดจนเข้ากันดี ถึงตอนนี้ยกเสิร์ฟร้อนๆ ได้เลย แต่แม่ครัวชอบน้ำราดแบบหนึบๆ เลยปรับสูตรโดยเติมแป้งเอนกประสงค์ที่ละลายน้ำแล้วลงไป จะทำให้น้ำที่ได้จากการผัดออกเหนียวๆ หนึบๆ คล้ายน้ำราดหน้า (ถ้าใครไม่ชอบก็ผ่านขั้นตอนนี้ได้ค่ะ)
  3. เวลาเสิร์ฟโรยพริกไทยดำเพื่อชูกลิ่น รับประทานกับข้าวต้มหรือข้าวสวยร้อนๆ ค่ะ


คนรักเห็ดคงสมใจแล้วนะคะ ใครมีเมนูอะไรที่ทำจากเห็ดมาเสนอแม่ครัว ช่วยมาโพสท์กันได้ค่ะ จะซาบซึ้งมากๆ สุขสันต์วันอาทิตย์ รับประทานให้อร่อยนะคะ ^^




วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กล้วยเชื่อม แบบกล้วยๆ (Banana syrup)



ทำมันเชื่อมมาแล้ว เปลี่ยนมาทำกล้วยเชื่อมบ้าง ไม่ยากเลยค่ะ เพราะใช้กรรมวิธีเดียวกัน อาจต่างที่รายละเอียดบ้างเล็กน้อย กล้วยที่นิยมนำมาเชื่อมคือกล้วยไข่ มีลักษณะผลเรียวเล็ก เนื้อนิ่มหวาน ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีนะคะ เวลาเลือกกล้วยมาเชื่อมให้เลือกกล้วยห่าม ที่เปลือกสีเขียวอมเหลืองเพราะเนื้อจะแข็ง ไม่เละเวลาเชื่อม โดยเฉพาะถ้าไม่มีน้ำปูนใสแช่กล้วยไว้ก่อน การเชื่อมนานๆ ทำให้เนื้อกล้วยเละ ไม่น่ารับประทานค่ะ บางคนเคยเห็นกล้วยเชื่อมสีออกแดงๆ นั่นเป็นเพราะเค้าเชื่อมด้วยน้ำตาลทรายแดงเพื่อเพิ่มสีสัน โดยส่วนตัวชอบสีเหลืองสวยๆ ของกล้วยมากกว่าสีแดงๆ ค่ะ

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว ไปจ่ายตลาดกันดีกว่า

ส่วนผสม " กล้วยไข่เชื่อม"

* กล้วยไข่ห่าม 8-10 ผล (ปอกเปลือกและบั้งตามขวาง)

* น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง

* น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง

* น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

* น้ำกะทิ 1/2 ถ้วยตวง

(สำหรับทำน้ำกะทิราดหน้า)

* เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

(สำหรับทำน้ำกะทิราดหน้า)

วิธีทำ

  1. ปอกกล้วย และบั้งให้เป็นริ้วๆ นำไปแช่น้ำปูนใส (ถ้ามี) ถ้าใช้กล้วยห่ามไม่ต้องแช่ก็ได้ค่ะ
  2. ตั้งหม้อเพื่อทำน้ำเชื่อม ใช้อัตราส่วนน้ำตาล 2 ส่วนต่อน้ำ 3 ส่วน รายละเอียดลองกลับไปดูหัวข้อมันเชื่อมนะคะ พอเดือด กรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง และใส่กล้วยลงไป เติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย
  3. รอจนน้ำตาลเคลือบกล้วยจนทั่ว ยกมาตั้งให้เย็น เวลาเสิร์ฟราดด้วยน้ำกะทิข้นๆ
มีคนแนะนำผ่านทาง facebook ว่าให้ใส่น้ำแข็งและราดด้วยกะทิ เป็นไอเดียที่น่าลองทำตามมากๆค่ะ กล้วยเป็นผลไม้ที่เอามาประกอบอาหารได้หลากหลายมาก ไว้จะเอาเมนูกล้วยๆ มาแชร์คุณๆ แม่บ้านอีกนะคะ



ผัดขี้เมา (Fried drunken pork)


ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดผัดขี้เมามาจากไหน แล้วยังสงสัยอีกว่าทำไมต้องผัดขี้เมา เพราะส่วนผสมไม่ได้มีเหล้าเลยสักนิด ลองไปค้นดูเค้าบอกว่าอาหารจานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารไทย ลาว และจีน เกิดจากการที่ชาวจีนอพยพมายังละแวกนี้และดัดแปลงอาหารจานนี้ขึ้นค่ะ
ไปค้นคว้าเพิ่มอีก ในหนังสือชื่อ “อาหารรสวิเศษของคนโบราณ” เขียนโดยอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ท่านเขียนไว้ว่าผัดใบกะเพราเป็นของที่เพิ่งนิยมกัน เมื่อ 30 กว่าปีมานี้เอง สมัยก่อนนั้นถ้าใครพูดถึงผัดขี้เมา เขาก็จะนึกถึงเนื้อวัวที่สับละเอียด ที่เอามาผัดกับพริกขี้หนูสวนเม็ดจิ๋ว ๆ โขลกทั้งก้านปนกับกระเทียมเท่านั้น ไม่มีการใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่น และถ้าเป็นผัดกะเพราก็จะใช้เฉพาะเนื้อไก่ ที่เอามาหั่นเป็นชิ้น ๆ เอามาผัด ด้วยเครื่องพริกแบบเดียวกัน ทั้งผัดขี้เมาและผัดกะเพรานี้จะถูกปรุงรสให้จัดจ้าน ด้วยพริกโขลกเป็นหลัก พร้อมเหยาะซีอิ้วดำลงไปนิด ๆ เพื่อให้เกิดสี อาจเพิ่มกลิ่นหอมด้วยการใส่สามเกลอ (รากผักชี+กระเทียม+พริกไทย) โขลกละเอียดลงไปผัดกับพริกด้วย และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ ใบกะเพราที่เด็ดจนถึงก้าน จะต้องเป็นกะเพราแดงเท่านั้นเสียด้วย ถึงจะได้กลิ่นรสร้อนแรงตามสูตร แต่ปัจจุบันทั้งผัดขี้เมาและผัดกะเพราถูกประยุกต์ไปเป็นเมนูต่างๆมากมาย แล้วยังประยุกต์ไปรับประทานกับอาหารฝรั่งเกิดเป็น fusion food เช่น สปาเกตตี้ผัดขี้เมา เป็นต้นค่ะ เอาล่ะ มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ส่วนผสม
เนื้อสัตว์ตามชอบ แม่ครัวใช้เนื้อหมูเพราะต้องการเคลียร์ตู้เย็นค่ะ
ถั่วฝักยาว
ใบกะเพรา
ใบโหระพา
เห็ดนางฟ้า
พริกขี้หนู
กระเทียม
น้ำมันหอย
น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น ตามชอบ
วิธีทำ ก็ไม่ยากเลยค่ะ เอาส่วนผสมที่ว่ามานั้นโยนลงไปผัด ฮ่าๆๆๆ เน้นว่าต้องหนักกลิ่นกะเพรา โหระพา พริกขี้หนู พริกไทย รับรองอร่อยเหาะ

ทนไม่ไหวแล้วววว อยากกินบ้างแล้วค่ะ ^^ ขอตัวก่อนนะคะ ไว้มาเข้าครัวกันใหม่ค่ะ